เสนอ อาจารย์ณรงค์ พลีรักษ์

ผู้จัดทำ


นางสาวจิดาภา  สีเผือก          รหัสนิสิต 57670089


นายพิชิตชัย อ่องแจ่ม             รหัสนิสิต 57670119



นางสาวภัทรารัตน์ บุญยบุตร รหัสนิสิต 57670123



นางสาววัญเพ็ญ คชลัย           รหัสนิสิต 57670132




นายธีรพงศ์ พิรกุลวานิช         รหัสนิสิต 57670057 

ที่มาและความสำคัญของระบบสารสนเทศทางภูมิศาสตร์

"ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ ( Geographic Information System ) GIS"

ความหมายของคำว่าระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ หรือ Geographic Information System : GIS

        คือกระบวนการทำงานเกี่ยวกับข้อมูลในเชิงพื้นที่ด้วยระบบคอมพิวเตอร์ ที่ใช้กำหนดข้อมูลและสารสนเทศ ที่มีความสัมพันธ์กับตำแหน่งในเชิงพื้นที่ เช่น ที่อยู่ บ้านเลขที่ สัมพันธ์กับตำแหน่งในแผนที่ ตำแหน่ง เส้นรุ้ง เส้นแวง ข้อมูลและแผนที่ใน GIS เป็นระบบข้อมูลสารสนเทศที่อยู่ในรูปของตารางข้อมูล และฐานข้อมูลที่มีส่วนสัมพันธ์กับข้อมูลเชิงพื้นที่ (Spatial Data) ซึ่งรูปแบบและความสัมพันธ์ของข้อมูลเชิงพื้นที่ทั้งหลาย จะสามารถนำมาวิเคราะห์ด้วย GIS และทำให้สื่อความหมายในเรื่องการเปลี่ยนแปลงที่สัมพันธ์กับเวลาได้ เช่น การแพร่ขยายของโรคระบาด การเคลื่อนย้าย ถิ่นฐาน การบุกรุกทำลาย การเปลี่ยนแปลงของการใช้พื้นที่ ฯลฯ ข้อมูลเหล่านี้ เมื่อปรากฏบนแผนที่ทำให้สามารถแปลและสื่อความหมาย ใช้งานได้ง่าย 
   GIS เป็นระบบข้อมูลข่าวสารที่เก็บไว้ในคอมพิวเตอร์ แต่สามารถแปลความหมายเชื่อมโยงกับสภาพภูมิศาสตร์อื่นๆ สภาพท้องที่ สภาพการทำงานของระบบสัมพันธ์กับสัดส่วนระยะทางและพื้นที่จริงบนแผนที่ ข้อแตกต่างระหว่าง GIS กับ MIS นั้นสามารถพิจารณาได้จากลักษณะของข้อมูล คือ ข้อมูลที่จัดเก็บใน GIS มีลักษณะเป็นข้อมูลเชิงพื้นที่ (Spatial Data) ที่แสดงในรูปของภาพ (graphic) แผนที่ (map) ที่เชื่อมโยงกับข้อมูลเชิงบรรยาย (Attribute Data) หรือฐานข้อมูล (Database)การเชื่อมโยงข้อมูลทั้งสองประเภทเข้าด้วยกัน จะทำให้ผู้ใช้สามารถที่จะแสดงข้อมูลทั้งสองประเภทได้พร้อมๆ กัน เช่นสามารถจะค้นหาตำแหน่งของจุดตรวจวัดควันดำ - ควันขาวได้โดยการระบุชื่อจุดตรวจ หรือในทางตรงกันข้าม สามารถที่จะสอบถามรายละเอียดของ จุดตรวจจากตำแหน่งที่เลือกขึ้นมา ซึ่งจะต่างจาก MIS ที่แสดง ภาพเพียงอย่างเดียว โดยจะขาดการเชื่อมโยงกับฐานข้อมูลที่เชื่อมโยงกับรูปภาพนั้น เช่นใน CAD (Computer Aid Design) จะเป็นภาพเพียงอย่างเดียว แต่แผนที่ใน GIS จะมีความสัมพันธ์กับตำแหน่งในเชิงพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ คือค่าพิกัดที่แน่นอน ข้อมูลใน GIS ทั้งข้อมูลเชิงพื้นที่และข้อมูลเชิงบรรยาย สามารถอ้างอิงถึงตำแหน่งที่มีอยู่จริงบนพื้นโลกได้โดยอาศัยระบบพิกัดทางภูมิศาสตร์ (Geocode) ซึ่งจะสามารถอ้างอิงได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม ข้อมูลใน GIS ที่อ้างอิงกับพื้นผิวโลกโดยตรง หมายถึง ข้อมูลที่มีค่าพิกัดหรือมีตำแหน่งจริงบนพื้นโลกหรือในแผนที่ เช่น ตำแหน่งอาคาร ถนน ฯลฯ สำหรับข้อมูล GIS ที่จะอ้างอิงกับข้อมูลบนพื้นโลกได้โดยทางอ้อมได้แก่ ข้อมูลของบ้าน(รวมถึงบ้านเลขที่ ซอย เขต แขวง จังหวัด และรหัสไปรษณีย์) โดยจากข้อมูลที่อยู่ เราสามารถทราบได้ว่าบ้านหลังนี้มีตำแหน่งอยู่ ณ ที่ใดบนพื้นโลก เนื่องจากบ้านทุกหลังจะมีที่อยู่ไม่ซ้ำกัน

การแนะนำโปรแกรม ArcGIS

https://www.youtube.com/watch?v=63gzTFaDVDY&feature=youtu.be

- ขั้นตอนแรกเปิดโปรแกรม Arc Map ขึ้นมาจะประกอบไปด้วย 7 ส่วน ได้แก่

            ส่วนที่ 1.TiTle Barจะแสดงชื่อของแผนที่อยู่ในส่วนบนสุด
            ส่วนที่ 2.Menu Barจะแสดงเมนูและเลือกคำสั่งของโปรแกรม  
            ส่วนที่ 3.Tool Bar จะแสดงแถบเครื่องมือ
            ส่วนที่ 4.Table of contents จะแสดงส่วนในการแสดงแผนที่
            ส่วนที่ 5.Display Area จะแสดงส่วนของข้อมูล
            ส่วนที่ 6.Catalog Windows จะแสดงแฟ้มข้อมูลต่างๆ
            ส่วนที่ 7.Tag Bar จะลายงานค่าพิกัดของแผนที่

- ขึ้นตอนที่สองจะเปิดโปรแกรม Arc Catalog คลิกที่ Start และSearch หาArc Catalog รอประมวลผล และนี้คือหน้าต่างของArc Catalog

ขั้นตอนที่สามคือการเปิดโปรแกรม Arc toolBox ไปที่Tool Barเลือกที่Arc toolbox windows คลิกเข้าไปและนี้คือArc toolbox จะปรากฏหน้าต่างนี้

วิธีการนำเข้าและการแสดงชั้นข้อมูล

https://www.youtube.com/watch?v=KrSwsz3gGec&feature=youtu.be

ขั้นตอนแรกเปิดโปรแกรม ArcMap10 ไปที่ Catalog ( อยู่ด้านขวา ) คลิกขวาที่ Folder Connections เลือก Connect Folder  > เลือก Folder ข้อมูลที่ต้องการนำเข้า ( ในที่นี้คือ ChonData1) ข้อมูลที่แสดงใน Folder ChonData1 จะมีหลากหลายชั้นข้อมูลแต่ละชั้นข้อมูลจะไม่เหมือนกัน

              เช่น amp - ให้ข้อมูลตำบล ( เป็นข้อมูลโพลิกอน )
                     pro - ให้ข้อมูลจังหวัด ( เป็นข้อมูลโพลิกอน )
                      tran - ให้ข้อมูลถนน ( เป็นข้อมูลเส้น )
                      elv- ให้ข้อมูลระดับความสูง ( เป็นข้อมูลจุด )

ขั้นตอนที่สองการนำเข้าข้อมูล  > วิธีที่ 1.ไปที่แถบ ToolBar  > App Data เลือกชั้นข้อมูลที่ต้องการ กด App > OK (ข้อมูลที่เลือกจะแสดงที่ Display area) > วิธีที่ 2.ไปที่แถบ Menu Bar >  File  >  App Data เลือกชั้นข้อมูลที่ต้องการ  >  App  > OK (ข้อมูลที่เลือกจะแสดงที่ Display area) > วิธีที่ 3.ไปที่ Table Of Contents ( ด้านซ้ายมือ ) คลิกขวาที่ Layers  > App Data เลือกชั้นข้อมูลที่ต้องการ  >  App  >  OK (ข้อมูลที่เลือกจะแสดงที่ Display area)

- ขั้นตอนที่สามการจัดลำดับชั้นข้อมูล  >  คลิกที่ชั้นข้อมูลที่ต้องการ >  ลากไปไว้ในตำแหน่งที่ต้องการ

ขั้นตอนที่สี่การลบชั้นข้อมูลที่ Table Of Contents >  คลิกขวาที่ชั้นข้อมูลที่ต้องการลบ >  เลือกRemove

- ขั้นตอนที่ห้าการเปลี่ยนสัญลักษณ์ สี ขนาด  > ไปที่ Table Of Contents คลิกสัญลักษณ์ที่อยู่ใต้ชื่อชั้นข้อมูล  >  เลือกสัญลักษณ์ (สีและขนาด) ที่เหมาะสมกับชั้นข้อมูล




การนำเข้าชั้นข้อมูลเชิงพื้นที่และการเปิดข้อมูลคุณลักษณะ

https://www.youtube.com/watch?v=aTrxgl3ebpc&feature=youtu.be

1.นำเข้าชั้นข้อมูล จุด  เส้น  โพลิกอน >คลิกขวาที่ชั้นข้อมูล เลือก open attibute table
2.การใช้ข้อมูล navegation จากแถบ toolbar >การขยายภาพ (zoomin-zoomout)คลิกที่เครื่องมือ zoominในพื้นที่ที่จะขยาย
3.การขยายภาพเข้า >คลิกที่เครื่องมือ zoominในพื้นที่ที่จะขยายเข้า
4.การขยายภาพออก >คลิกที่เครื่องมือ zoomoutในพื้นที่ที่จะขยายออก
5.การเลื่อนภาพ >คลิกที่เครื่องมือ pan เพื่อเลื่อนภาพไปด้านซ้าย-ขวา บน-ล่าง ไปอย่างอิสระ
6.การขยายชั้นข้อมูลแบบเต็มหน้าจอ >คลิกที่เครื่องมือ full extentเพื่อให้ภาพกลับมาตำแหน่งเดิมในสภาพเต็มพื้นที่
7.Select Feature and Clear Select Feature>คลิกที่เครื่องมือ Select Feature เลือก select by ractangleคลิกบริเวณที่ต้องการอยากทราบตำแหน่งของข้อมูล
8.>คลิกที่เครื่องมือ Clear Select Feature เพื่อให้กรอบสีฟ้าที่หาตำแหน่งข้อมูลไว้หายไป
9.การสอบถามข้อมูลแบบเจาะจง >คลิกที่เครื่องมือ identify>คลิดพื้นที่ที่ต้องการจะให้ปรากฏหน้าต่างขึ้นมา
10.การค้นหาโดยใช้คำสั่ง find >คลิกที่เครื่องมือ find >จะปรากฏหน้าต่างขึ้นมา จะทำกาค้นหาพื้นที่ที่ต้องการ ยกตัวอย่างเช่น อ.บ้านบึง
11.การเลื่อนข้อมูลโดยกำหนดค่าพิกัด xy >คลิกที่เครื่องมือ go to xy >กรอกค่าละติจูล ลองจิจูด ลงไป กด flash เพื่อจะได้ทราบตำแหน่งจุดพิกัดที่ต้องการ
12.การวัดระยะทางอย่างง่าย >คลิกที่เครื่องมือ measure ลากเส้นที่้ต้องการวัดระยอะทาง ค่าจะขึ้นมาจากตาราง measureด้านข้าง
13.การจัดกลุ่มชั้นข้อมูล >คลิกที่เครื่องมือ group layer >เลือก Group >หน้าต่าง layer properties >ใส่ชื่อ file ตามที่ต้องการ ในช่อง layer name
14.การสร้างMap Tip >คลิกขวาที่ชั้นข้อมูลโพลิกอน >เลือก properties >กด display >เลือก show map tip using the display>เลือก expantion จะปรากฏหน้าต่าง display expantion
>เลือก AMPONE_T >ok>ok>จะปรากฏชื่อข้อมูลอำเภอ
15.การสร้าง Hyperlink จากหน้าต่าง identify >กดidentify >คลิกพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งจะปรากฏหน้าต่างขึ้นมา >คลิกขวาที่ชื่อ>เลือก hyperlink >เลือกรูปภาพที่ต้องการใน folder >กด open>ok>
ข้อมูลhyperlink ภาพที่เลือกจะปรากฏขึ้นมา
16.การสร้างจากตารางคุณลักษณะ>คลิกขวาที่ชั้นข้อมูลโพลิกอน >เลือก properties>จะปรากฏหน้าต่าง layer properties >เลือก display >support hyperlink >กด url >ok>คลิกที่เครื่องมือ
hyperlink อีกหนึ่งครั้ง >web ที่กำหนดจะปรากฏขึ้นมา
17.การสร้างและการใช้งาน html popup >คลิกขวาที่ชั้นข้อมูลโพลิกอน >เลือก properties>หน้าต่างจะปรากฏขึ้นมา >เลือก html popup>กด verify >close>กดที่เครื่อมือ html popup อีกหนึ่งครั้ง
>คลิกที่ข้อมูลจะปรากฏหน้าต่างขอบเขตอำเภอขึ้นมา

Georeferencing

https://www.youtube.com/watch?v=qyIMWui2i6M&feature=youtu.be

1.เลือกภาพที่จะกำหนดพิกัดเพื่อใช้ในการทำแผนที่ขึ้นมา
2.เลือกจุดบนแผนที่
3.กดคำสั่ง Add Control Point
4.คลิกซ้ายที่จุด>คลิกขวา >เลือก input xy
5.เข้า Google Earth เพื่อดึงพิกัดของจุดที่ต้องการ
6.ปักหมุดจุดที่เลือกไว้ในแผนที่ >copyพิกัดทางตะวันออก>copyพิกัดทางเหนือ ใส่ลงใน xy ตามลำดับ
7.ทำซ้ำแบบเดิมอย่างน้อย4จุดบนแผนที่

8.เปิด view link table เพื่อดูค่า error ถ้าค่ามากเกินไปต้องลบจุดที่ error และกำหนดค่าพิกัดใหม่

Geodatabase

https://www.youtube.com/watch?v=vWjr4SIGfQI&feature=youtu.be

Geodatabase คือ การจัดเก็บชุดข้อมูลทางภูมิศาสตร์ประเภทต่าง ๆ ให้อยู่ในโฟลเดอร์Geodatabase แบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่1. Personal Geodatabase2. File Geodatabase

- ขั้นตอนแรกการสร้าง Geodatabase > เปิดโปรแกรม ArcMap >  Connect to Folder > Chondata1 > สร้าง Folder  การสร้าง Personal Geodatabase ไปที่ Folder ที่สร้าง คลิกขวาเลือก New > Personal Geodatabase > ตั้งชื่อ  Personal Geodatabase

- ขั้นตอนที่สองการสร้าง File Geodatabase ไปที่ Folder ที่สร้างคลิกขวาเลือก New > File Geodatabase > ตั้งชื่อ Geodatabase
การนำเข้าข้อมูล มี 2 แบบ คือ
1.Single (ครั้งละ 1 ไฟล์)
2 Multiple(ครั้งละ 2 ไฟล์ขึ้นไป)

- ขั้นตอนที่สามการนาเข้าข้อมูล Personal Geodatabase  แบบ Single > ไปที่ Personal Geodatabase > คลิกขวา New > Import > Feature Class Single จะมีหน้าต่างปรากฏขึ้นมา >  ช่อง Input คลิกที่ Folder สีเหลือง >  เลือกไฟล์ที่ต้องการเปิด 1 ไฟล์  > Add >  ช่อง Output ตั้งชื่อใหม่ > OK  

การนำเข้าข้อมูล File Geodatabase แบบ Multiple > ไปที่ Geodatabase > คลิกขวา New > Import > Feature Class Multiple จะมีหน้าต่างปรากฏขึ้นมา > ช่อง Input คลิกที่ Folder สีเหลือง >  เลือกไฟล์ที่ต้องการเปิด > Add > OK

                การนำเข้าข้อมูลประเภทนี้ ข้อมูลจะไม่ปรากฏในหน้าต่าง Display Area แต่จะไปปรากฏใน Catalog Windows สามารถเปิดได้โดย คลิกที่ Geodatabase แล้วลากเข้ามาใน Display Area


การสร้าง Feature Dataset              
                การสร้าง Feature Dataset เป็นการเก็บข้อมูล Feature class ที่มีความสัมพันธ์กันเชิงพื้นที่ หรือมีค่าพิกัดเดียวกัน วัตถุประสงค์หลักของการสร้าง Feature Dataset คือ จัดการกับข้อมูลที่มีค่าพิกัดเดียวกันให้อยู่ในชุดข้อมูลเพื่อนำไปสู่การสร้าง Topology , Network Dataset , Terrain Dataset , Geometric Network
* Feature Dataset จะเก็บได้ใน Geo Databaseเท่านั้น
                ขั้นตอนแรกไปที่  Personal Geodatabase > คลิกขวา New > Feature Dataset จะมีหน้าต่างปรากฏขึ้นมาช่อง Name ตั้งชื่อ ตามข้อมูล> Next > เลือกพิกัดเป็น WGS 1984 UTM Zone 47N > Next > Next > Finish
                ขั้นตอนที่สองการนำเข้าข้อมูล Feature Dataset มี 2 แบบ คือ
1. Single (ครั้งละ 1 ไฟล์)
2. Multiple(ครั้งละ 2 ไฟล์ขึ้นไป)
                ไปที่ Folderที่สร้าง คลิกขวา > Import Feature Class Single > จะมีหน้าต่างปรากฏขึ้นมา
ช่อง Input Feature คลิกที่ Folder สีเหลือง เลือกข้อมูลที่ต้องการ > Add > ช่อง Output Feature Class ตั้งชื่อตามข้อมูล > OK
การสร้าง Feature Class
                การสร้าง Featuer Class คือ การเก็บข้อมูลสัญรูป (Feature) ทั่วไปที่มีลักษณะเหมือนกันหรือมีคุณสมบัติเดียวกัน โดยแต่ละ featureจะแทนลักษณะเชิงพื้นที่แบบเดียวกัน ได้แก่ ข้อมูลจุด (Point) ข้อมูลเส้น (Line) และข้อมูลพื้นที่ (Polygon) รวมทั้งข้อมูลเชิงคุณลักษณะ หรือข้อความ (Annotation)
                ขั้นตอนแรกไปที่ Geodatabase > คลิกขวา New > Feature Class > ตั้งชื่อ Point > Type เลือก Point > Next > เลือกพิกัด > Next > Finish
*สามารถสร้าง Feature Class ทั้ง Line , Polygon , Annotation ได้โดยวิธีเดียวกัน